ข่าว
สุริยัณห์ หงษ์วิไล

เมื่อวันที่ 8 ต.ค.62 ภายหลังเกิดเหตุการณ์นายคณากร     เพียรชนะ  ผู้พิพากษาศาลประจำจังหวัดยะลาใช้อาวุธปืนยิงที่หน้าอกด้านซ้ายข้างบัลลังก์หลังจากอ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลย 5คนในคดีฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายรวม 5 ศพ และกล่าวหาว่าอธิบดีผู้พิพากษาภาค9แทรกแซงการเขียนคำพิพากษา นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้ชี้แจงถึงกระบวนการขั้นตอนการออกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการตรวจร่างคำพิพากษาของอธิบดีผู้พิพากษาภาค ว่า เรื่องการตรวจร่างคำพิพากษาของภาคไม่ใช่การแทรกแซง อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจในการตรวจร่างคำพิพากษาและทำความเห็นแย้งได้ตามกฎหมาย สำหรับวิธีการตรวจร่างฯ นั้น เดิมประธานศาลฎีกาเคยออกคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติงานคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคตั้งแต่ปี 2555 และต่อมามีระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยมาตรฐานการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2560 ระบุเรื่องนี้ไว้

 

“ซึ่งต่อมามีการแก้ไขในปี 2562 ออกเป็นระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา และการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2562  ที่ประธานศาลฎีกาได้ลงนามเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2562 จึงเห็นได้ว่าในเรื่องการตรวจร่างนี้ เป็นวิธีการควบคุมคุณภาพคำพิพากษาที่มีระเบียบปฏิบัติรองรับชัดเจน”

 

โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้ กำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจตรวจสำนวนคดีสำคัญ ได้แก่ คดีเกี่ยวกับความมั่นคง ,ความผิดเกี่ยวกับก่อการร้าย ,คดีทุกประเภทที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี หรือโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต คดียาเสพติดที่มีการครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายในจำนวนที่มีปริมาณมาก หรือผลิตและนำเข้ายาเสพติด คดีแพ่งจะเป็นคดีที่มีราคาทุนทรัพย์พิพาทตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปกรณีที่สถาบันการเงินเป็นโจทก์ต้องมีทุนทรัพย์ พิพาท 10 ล้านบาทขึ้นไป ,คดีละเมิดอำนาจศาล ,คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ

 

และในส่วนสุดท้ายจะเป็นคดีที่มีความสำคัญเกี่ยวด้วยตัวบุคคลหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเช่น คดีที่มีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือผู้เสียหายเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. นักการเมือง ผู้พิพากษา อัยการ และองค์กรอิสระต่างๆรวมถึงข้าราชการพลเรือนระดับอธิบดี ขึ้นไป หรือหน่วยงานรัฐวิสากิจ ที่เป็นระดับผู้อำนวยการ ผู้ว่าการ นายทหารหรือตำรวจที่มียศนายพลขึ้นไป หรือเป็นคดีที่มีพฤติการณ์แห่งการกระทำเป็นที่น่าสนใจของประชาชน และคดีที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือรูปแบบเป็นลักษณะองค์กรอาชญากรรม คดีที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คดีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ คดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันเเละปราบปรามการค้ามนุษย์ ความผิดตาม พ.ร.ก.ประมง คดีเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

 

นายสุริยันต์ กล่าวต่อว่า ในการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น การส่งร่างคำพิพากษา ควรให้มีระยะเวลาการตรวจไม่น้อยกว่า 15 วันทำการโดยพิจารณาเหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณคดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อธิบดีผู้พิพากษาภาคอาจจ่ายสำนวนและร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคช่วยตรวจได้หรือยังสามารถจ่ายสำนวนมาให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักงานอธิบดีฯหรือผู้พิพากษาอาวุโสช่วยตรวจ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วให้เสนออธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือรองอธิบดีฯผู้ได้รับมอบหมายพิจารณาให้ความเห็น

 

โดยการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งนอกจากจะตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เช่น รูปแบบคำพิพากษา การใช้ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายแล้ว ยังต้องรักษาแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้การใช้ดุลพินิจของศาลเป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน ในกรณีที่ต่างไปจากแนวบรรทัดฐานควรมีเหตุผลพิเศษและให้แสดงเหตุผลพิเศษไว้ในร่างคำพิพากษาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

 

“ขั้นตอนการตรวจร่างตามระเบียบนี้ เป็นกรณีที่กำหนดให้ข้าราชการฝ่ายตุลาการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันโดยมีมาตรฐานที่ชัดเจนและเหมาะสม การตรวจร่างคำพิพากษาจึงเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ให้ผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ช่วยเหลือองค์คณะผู้พิพากษาตรวจทาน กลั่นกรองคำพิพากษาเพื่อให้คำพิพากษาของศาลยุติธรรมเป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ประกันความเป็นอิสระแก่องค์คณะผู้พิพากษาด้วย โดยหากองค์คณะยืนยันตามความเห็นเดิม อธิบดีผู้พิพากษาภาคก็จะบังคับให้เปลี่ยนแปลงผลไม่ได้ มีสิทธิแค่ทำบันทึกความเห็นแย้งติดสำนวนไว้ เพื่อให้เกิดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไปเท่านั้น”โฆษกศาลยุติธรรม กล่าว