ข่าว
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ยุติธรรมวิวัฒน์

 แต่งตั้งตำรวจ : ปล่อยให้วิ่งเต้นเป็นบุญคุณ ส่งส่วย หรือซื้อขาย คือเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น

                                                             พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

ระยะนี้ถ้าใครพบกับตำรวจชั้นสัญญาบัตรโดยเฉพาะระดับหัวหน้าสถานีขึ้นไป ไม่ควรชวนพูดคุยเรื่องงานหรือปัญหาการรักษากฎหมายความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อะไร?

เนื่องจากส่วนใหญ่ ไม่มีสมาธิและกะจิตกะใจ ที่จะรับฟังเรื่องราวเพื่อนำไปแก้ไขให้ประชาชนด้วยความจริงใจจริงจังแต่อย่างใด!

เพราะในสมองของแต่ละคนล้วนจดจ่ออยู่กับ การแต่งตั้งโยกย้าย              

ทั้งเจ้านายระดับ บช. บก. และตนเอง จะได้เลื่อนตำแหน่งหรือย้ายไปที่คิดว่าดีขึ้นหรือไม่ หรือ จะถูกเตะถูกย้าย ไปไหน ใกล้ไกลที่เดิมมากน้อยเพียงใด ถึงขนาด ออกนอกภาค หรือไม่?

แต่ละคนรวมไปถึงครอบครัวต่างลุ้นกันใจระทึก! เจ้านายหลายระดับและผู้ใกล้ชิดที่ ติดต่อ, ไปขอ และ รับปาก, ฝากฝัง, วิ่งเต้น ไว้ คนนั้นคนนี้ทั้งที่หลายคนเกษียณไปนานหลายปี ยังบารมีเชื่อถือได้หรือไม่?

คนที่สมหวังต่างก็ดีใจมองเห็นอนาคตอันสดใส พร้อม ความมั่งคั่ง ในบางตำแหน่ง รับนัดเลี้ยงฉลองกันที่ภัตตาคารดังนับสิบวันไม่เลิกรา อาเฮีย อาเสี่ย พ่อค้าขาประจำ นายบ่อน เจ้าของสถานบันเทิงเข้าคิวอวยพรแสดงความยินดีปรีดากันถ้วนหน้า

ส่วนคนผิดหวัง หรือถึงขนาด ขาดทุน เป็นหนี้สิน  หมดค่าใช้จ่ายและลงใจ ลงแรง ไปไม่คุ้มค่า ก็เดิน คอตกกะปลกกะเปลี้ย ลูกเมียเห็นแล้วหดหู่เสียใจ บางรายกอดคอกันร้องไห้หลั่งน้ำตา ไม่อยากพบหน้าใคร!

สำหรับคนที่ไร้เส้นสายไร้ความหวังแต่ต้นนั้น ไม่เคยคิดเรื่องลุ้นอะไรกับเขา ได้แต่ก้มหน้าทำงานแบบ ซังกะตายไปวันๆ โดย กอดบัญชีอาวุโส ที่ราชการประกาศไว้แน่น!

หวังว่าเมื่อถึงเวลามีตำแหน่งว่าง ในสายงาน ในหน่วยและจังหวัด ก็จะ ได้รับการพิจารณาก่อน ผู้ที่มีอาวุโสต่ำกว่าในทุกกรณี เนื่องจากทำงานรับผิดชอบผ่านไปด้วยดี ไม่ได้มีความบกพร่องเสียหายอะไร

อย่างไรก็ตาม สำหรับตำรวจกลุ่มนี้ ถ้านับอาวุโสแล้วยังไม่อยู่ในโควตา 33 เปอร์เซ็นต์ของหน่วย ก็เป็นอันถูก ตำรวจรุ่นลูกรุ่นหลาน จากทุกทิศทั่วไทย ข้ามหัว มากินตำแหน่งที่ว่าง หรือแม้กระทั่งมาเป็นผู้บังคับบัญชาในโควตา 67 เปอร์เซ็นต์ปีแล้วปีเล่า

ปีนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีได้มาควบคุมการบริหารงานตำรวจเอง และได้ สั่ง ให้ ยึดอาวุโสเป็นหลัก ในการพิจารณา

                ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะคิดหวังจะให้ความเป็นธรรมกับตำรวจส่วนใหญ่ที่ไร้เส้นสาย หรือจำใจต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ รัฐธรรมนูญมาตรา 260 วรรคสาม บัญญัติไว้ก็ตาม

แต่ได้ทำให้ตำรวจที่ ไม่เคยและไม่มีโอกาสรับส่วยสินบน ไร้ทุน ไร้รุ่น เส้นสาย ไม่อยู่ใน ค่ายคอก หรือ  เครือข่ายอุปถัมภ์ ของ ขาใหญ่ รายใด ต่างดีใจกันไปทั่ว

หลังจากต้องก้มหน้าทำงานไปอย่างไร้อนาคตหลังขดหลังแข็งด้วยความคับแค้นใจมาหลายปี

แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องให้ยึดอาวุโสเป็นหลักนี้ไม่ได้มีการออก กฎ ก.ตร., ระเบียบ หรือ คำสั่ง อะไรรองรับ ทำให้ไม่มีความชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจได้ นอกจากคำพูดของนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลผู้มีอำนาจหลายยุคสมัยรวมทั้งตำรวจด้วยกันและประชาชน ได้ถูกตำรวจผู้ใหญ่กลุ่ม พ่อค้าตำแหน่ง  หลอก มาช้านานว่า อาวุโสราชการ กับ ความสามารถในการทำงาน นั้น เป็นคนละเรื่องกัน

และได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายโดยเอาอาวุโสเป็นคุณสมบัติข้อท้ายสุด

ทำให้ครอบครัวตำรวจผู้ใหญ่หลายระดับทั้งส่วนกลางและภูมิภาคผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายในเวลาต่อมากลายเป็น เศรษฐี มีทรัพย์นับร้อยล้านพันล้านกันมากมาย!

โดยที่ไม่เคยได้ยินว่า .ป.ช. ได้มีการตรวจสอบพบการกระทำผิดดำเนินการตามกฎหมายกับใครได้แม้แต่รายเดียว

การเลื่อนตำแหน่งโดยไม่ยึดหลักอาวุโสเช่นนี้ ไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทยหรือแม้กระทั่งในโลกเขาทำกัน

เพราะ โดยหลักการอาวุโสกับความสามารถในการทำงานถือเป็นเรื่องเดียวกัน

                คนที่เข้ามาเป็นข้าราชการ ทหารหรือตำรวจด้วยคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งเหมือนกัน ทำงานในสายงานและพื้นที่เดียวกันมานานกว่า ถ้าไม่ปรากกว่าบกพร่องหรือเกิดความเสียหายอะไร

ไม่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีความสามารถมากกว่าคนที่ไม่รู้จักแม้แต่ถนนหนทางและกำนันผู้ใหญ่บ้านในอำเภอและจังหวัดได้อย่างไร?

ถ้าหัวหน้าหน่วยงานใด ไม่มีปัญญา สร้างเกณฑ์วัดความสามารถที่ชัดเจนขึ้นให้ประชาชนคนทำงานในองค์กรเชื่อถือยอมรับได้

นายกรัฐมนตรีก็ต้องสั่งให้ใช้อาวุโสเป็นหลักในการพิจารณาไปจนกว่าหน่วยงานนั้นจะสร้างวิธีสอบวัดหรือประเมินที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น การสอบแข่งขันวัดความสามารถและประสบการณ์การทำงาน หรือการให้คะแนนโดยผู้แทนประชาชนในพื้นที่ตามที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ.ตำรวจที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้เลือกเช่นประเทศเจริญทั่วโลก

เป็นวิธีที่ยุติธรรมซึ่งทุกคนยอมรับได้ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ตำรวจส่วนใหญ่แข่งกันทำงานและทำความดีต่อประชาชน

                ปัญหา การวิ่งเต้น แต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายแล้วเจ้านายได้บุญคุณ หวังการตอบแทน “ยอมรับใช้สารพัด” หรือจัดหาทรัพย์สินมาให้รูปแบบหนึ่งแบบใด หรือเพื่อให้ไป เก็บส่วย จากธุรกิจผิดกฎหมาย นำไปส่งเป็นรายเดือน หรือเทศกาล และแม้กระทั่ง การซื้อขายตำแหน่ง ก็จะหมดไป

                นอกจากนั้น ยังเป็นการ ทำลายเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ซึ่งกำลังกัดกร่อนกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงของชาติลงอย่างร้ายแรงทุกวันอีกด้วย.

วิรุตม์ ศืริสวัสดิบุตร

ที่มา: ไทยโพสต์ คอลัมน์: เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ:  Monday, August 19, 2019