ข่าว
จักรทิพย์ ชัยจินดา

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2562 ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมการสัมมนา “การพัฒนางานบริหารบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวน” ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จัดขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นปัญหาและข้อเสนอแนะจากตัวแทนพนักงานสอบสวน (พงส.) ทั่วประเทศกว่า 300 นาย หลังจากช่วงเช้า พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา

โดยช่วงเช้าการสัมมนาได้แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อเสนอความคิดเห็นและรับฟังปัญหาของพนักงานสอบสวน กลุ่มที่ 1 กระบวนการสรรหาบุคลากรเพื่อทำหน้าที่พนักงานสอบสวนทุกระดับ, กลุ่มที่ 2 การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานสอบสวน, กลุ่มที่ 3 ระบบสนับสนุนงานสอบสวนและการสร้างแรงจูงใจ, กลุ่มที่ 4 การหมุนเวียนพนักงานสอบสวนไปทำหน้าที่อื่น เพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของพนักงานสอบสวน

ก่อนเข้าห้องสัมมนา พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า วันนี้มารับฟังปัญหาเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขในอนาคต ตนจะแก้ใน 3 ระยะ ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อความเป็นธรรมถึงต้องมาดูด้วยตัวเอง แล้วระดมความคิดร่วมกับผู้บริหารตำรวจ ลำพังตนคนเดียวทำไม่ได้ ส่วนปัญหาตำรวจฆ่าตัวตายและมีการโยงปัญหามาจากงานสอบสวน เราไม่อยากเหมาหรือโทษคนที่เสียชีวิตไปแล้ว บางคนก็ไม่อยากจะมาเท่าไหร่ แต่การเยียวยาต้องมี

“ส่วนการแต่งตั้งที่แท่งสอบสวนไปอยู่กับสืบสวน ปราบปราม ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ ผมจึงต้องมาฟังเอง ปัญหามีหลายองค์ประกอบ การเกลี่ยพนักงานสอบสวนมีหลายแบบ องค์ประกอบมีหลายอย่างมาก ทุกจุดต้องได้รับการแก้ปัญหา ไม่ว่าคน คุณวุฒิ เงินค่าตอบแทน ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการแก้ปัญหานี้มาตลอด” พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า หลังจากที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตัวตาย หลายคนเข้าใจผิดว่าสาเหตุส่วนใหญ่ถูกย้ายมาอยู่งานสอบสวน ต้องดูสาเหตุที่แท้จริง บางคนมีโรคประจำตัว บางคนมีปัญหาจากบ้าน เรื่องหนี้สิน ความเครียด แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าสาเหตุที่กล่าวมามาจากงานด้วย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตัวตาย ผบ.ตร.ได้กำชับผู้บังคับบัญชาให้สอดส่องดูแลลูกน้อง สอบถามสารทุกข์สุกดิบความเป็นอยู่ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลตำรวจได้จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยง ไม่เฉพาะพนักงานสอบสวน ตำรวจมีความเสี่ยงทุกกลุ่มอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการบริหารเวลาให้เหมาะสม ปรับเข้ากับบริบทของงาน

“พนักงานสอบสวนเป็นงานเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นกระดุมเม็ดแรกของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ต้องมีความเชี่ยวชาญ ส่วนที่กล่าวกันว่าสาเหตุการฆ่าตัวตายเป็นเพราะไม่คุ้นชินกับงานที่ถูกโยกย้าย ซึ่งปกติแล้วก่อนจะมาทำงานด้านสอบสวนจะมีการอบรมให้ความรู้อยู่แล้ว ใช่ว่าจะปล่อยให้ลงไปทำงานเลย บางคนเคยผ่านงานสอบสวนมาแล้ว เพียงแต่ห่างไป ก็มาทบทวน เช่นเดียวกันกับวันนี้ ที่มีการสัมมนาตัวแทนพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรคการทำงาน อะไรที่ยังขาดแล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม” พ.ต.อ.ปิยะกล่าว

ภายหลังการเข้ารับฟังปัญหานานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.จักรทิพย์เปิดเผยว่า ได้รับฟังปัญหาจากหัวข้อสัมมนาทั้ง 4 กลุ่ม ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟัง และตนได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผช.ผบ.ตร. รีบไปสรุปมา แล้วจะรีบแก้ปัญหาให้ ซึ่งปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือปัญหาการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนที่ผิดฝาผิดตัว ไม่มีคุณวุฒิไปเป็นพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม ในวงสัมมนาอยากให้คงแท่งพนักงานสอบสวนไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการจัดสัมมนาเพื่อแก้ไขปัญหาครั้งนี้ ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากพนักงานสอบสวนฆ่าตัวตายใช่หรือไม่  พล.ต.อ.จักรทิพย์ตอบว่า ก็เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อที่พูดคุยกัน และก็มาจากหลายๆ เรื่อง ถามต่อว่าจะมีการปัดฝุ่นแท่งพนักงานสอบสวนที่ยุบไปหรือไม่ ผบ.ตร.ตอบว่า “เมื่อปัญหาเกิดเราก็ต้องแก้ไข ปัญหาอยู่ตรงไหนก็ปรับตรงนั้น”

ด้าน พล.ต.ท.มนูกล่าวว่า วันนี้ได้ข้อสรุปภาพรวมแล้ว ต่อไปจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยเฉพาะการแก้เรื่องงานสอบสวนต้องทำเป็นเรื่องแรก และการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผิดฝาผิดตัว แต่ไม่น่าจะทันการแต่งตั้งวาระ รองผู้บังคับการถึงสารวัตร (รอง ผบก.-สว.) ในเดือน พ.ย.นี้ มันเร็วไป แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด

มีรายงานว่า ในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นผลพวงมาจากปัญหาของพนักงานสอบสวนที่ขาดแคลน หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 7/2559 ยุบแท่งพนักงานสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนที่อยู่ในสายงานถูกโยกย้ายไปนั่งตามตามกองบัญชาการ (บช.) กองบังคับการ (บก.) ต่างๆ อีกส่วนขอย้ายไปอยู่นอกสายงาน ทั้งฝ่ายปราบปราม (ปป.) สายสืบสวน (สส.) ที่มีโอกาสเติบโตในชีวิตราชการ ถึงแม้ทาง สตช.จะพยายามแก้ไขปัญหาเพิ่มเงินค่าประจำตำแหน่ง หรือให้ผู้ที่มีวุฒินิติศาสตร์สามารถสมัครใจโอนย้ายมาเป็นพนักงานสอบสวนก็ไม่มีใครมา เมื่อสำรวจพบว่าพนักงานสอบสวนยังขาดอยู่มาก บางพื้นที่พนักงานสอบสวน 1 คน ต้องรับผิดชอบหลายร้อยคดีต่อปีงานล้นมือทำงานแทบไม่มีวันหยุด ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย หลายคนวิ่งเต้นเพื่อย้ายหนีงานสอบสวน

กระทั่ง สตช.มีคำสั่งให้ปรับเกลี่ย รอง สวป.ให้มาเป็นรอง สว.สอบสวนหลายอัตรา เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครอยากย้ายมาเป็นพนักงานสอบสวน จนต้องมีการจับฉลากคัดเลือกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมโซเชียลฯ แต่ที่หนักไปกว่านั้น คำสั่งปรับเกลี่ยพนักงานสอบสวน เป็นอีกสาเหตุให้พนักงานสอบสวนฆ่าตัวตาย ศพล่าสุดวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.สุพจน์ สุขเกษม รอง สว.สอบสวน สภ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร ที่ถูกคำสั่งดังกล่าวโยกย้ายมาจากงานปราบปราม เกิดความเครียด ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงตัวเองเสียชีวิตคาเครื่องแบบหน้าเสาธงโรงพัก จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่สะสมมานานของพนักงานสอบสวน.