ข่าว
หวย30ล้าน

              คดีหวย ๓๐ ล้าน กับหลักฐานวิทยาศาสตร์แท้จริงที่ถูกทำลายไป                     

                                        พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

ปัญหาเรื่องลอตเตอรี่ ๓๐ ล้านเป็นของใคร  เรื่องที่รัฐสามารถพิสูจน์ได้ง่ายๆ  แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากสุดสลับซับซ้อนประชาชนได้ฟังแล้วรู้สึกอ่อนใจเวียนหัวไปตามๆ กันนั้น

เมื่อวันที่ ๔ มิ.ย. ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่า ครูปรีชาฯ ไม่ใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจฟ้องคดีว่า ร.ต.ท.จรูญฯ ยักยอกและรับของโจร

แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่าลอตเตอรี่เป็นของใคร?

ทำให้ ร.ต.ท.จรูญฯ ยังคงได้เปรียบในการถือสิทธิเหนือกว่าต่อไปตาม  “บทสันนิษฐาน” ของกฎหมายแพ่งฯ มาตรา ๑๓๐๓  ที่บัญญัติว่า

“ ถ้าบุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกันโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันไซร้  ท่านว่าทรัพย์สินตกอยู่ในครอบครองของบุคคลใด  บุคคลนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าบุคคลอื่นๆ  แต่ต้องได้ทรัพย์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทนและได้การครอบครองโดยสุจริต”

นั่นหมายถึงกฎหมายไม่ห้ามผู้ที่เชื่อว่าตนเป็นเจ้าของแท้จริงมีหลักฐานมั่นใจในการพิสูจน์แสดงให้ศาลเชื่อเพื่อหักล้างบทสันนิษฐานดังกล่าวได้แต่อย่างใด

                      ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า  ทั้งครูปรีชาหรือไม่ว่าใคร  จะสามารถพิสูจน์ว่าตนเป็นเจ้าของหรือผู้ซื้อที่แท้จริงได้หรือไม่ในที่สุด?

หวย30ล้าน

เรื่องนี้  มีข้อเท็จจริงที่สำคัญน่าสนใจปรากฏในคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า

“……ต่อมาวันที่ ๒๘  พฤศจิกายน ๒๕๖๐   ร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์โทรศัพท์แจ้งให้โจทก์ทราบว่า  จำเลยเป็นผู้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ที่ทำหายไปขอรับเงินรางวัล  โจทก์เดินทางไปพบจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี  จำเลยอ้างว่าซื้อสลากกินแบ่งชุดที่ถูกรางวัลที่หนึ่งมาแต่จำหน้าคนขายไม่ได้  ร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์บอกให้โจทก์เรียกนางสาวรัตนาภรณ์และนางสาวพัชริดามาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี  เมื่อทั้งสองคนมาถึง  ร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์ถามจำเลยว่า  ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจากนางสาวรัตนาพรและนางสาวพัชริดาหรือไม่  จำเลยตอบว่าไม่ใช่  แล้วหยิบซองใส่สลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีตัวเลข ๗๐๐ ติดอยู่บนซองมาให้ร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์ดูบอกว่า  ถ้าเขียนเลข ๗๐๐  เหมือน  จำเลยจะยอมรับ  นางสาวพัชริดาบอกว่าตนเองเป็นคนเขียน  ร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์ให้นางสาวพัชริดาเขียนให้ดู  จำเลยบอกว่านางสาวพัชริดาเขียนเหมือนตัวเลขบนซองสลากกินแบ่งรัฐบาล  จึงยอมรับว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์  ขณะนั้นพันตำรวจโท ชูวิทย์  เจริญนาค  รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรีเดินเข้ามาในห้องพนักงานสอบสวนแล้วเรียกโจทก์กับจำเลยไปเจรจากันในห้องทำงานพันตำรวจโทชูวิทย์  โดยให้โจทก์กับจำเลยเจรจาตกลงกันเอง  ส่วนพันตำรวจโทชูวิทย์ออกไปรอนอกห้อง   ระหว่างอยู่ในห้อง  จำเลยถามโจทก์ว่าจะเอาอย่างไร  โจทก์ถามกลับไปว่าลุงจะเอาอย่างไร  จำเลยตอบว่า วิน วิน  โจทก์ถามว่าหมายถึงแบ่งคนละ ๕๐ – ๕๐ ใช่หรือไม่  จำเลยพยักหน้า  พันตำรวจโทชูวิทย์เดินกลับเข้ามาในห้องสอบถามผลการเจรจา  โจทก์บอกว่าจำเลยตกลงแบ่ง ๕๐ – ๕๐  แต่จำเลยขอออกไปปรึกษาภริยาก่อน  หลังจากนั้นอีกประมาณ ๕ นาที  จำเลยเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับภริยา  ภริยาด่าโจทก์ว่าเป็นครูขี้โกงและไม่ยอมแบ่งเงินรางวัลให้โจทก์  พันตำรวจโทชูวิทย์เห็นว่าไม่สามารถตกลงกันได้  จึงให้โจทก์กับจำเลยกลับไปที่ห้องพนักงานสอบสวน  โจทก์แจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาลักทรัพย์……..”

ทั้งร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์ และพันตำรวจโทชูวิทย์  จึงนับเป็นพยานสำคัญในคดีที่รู้เห็นข้อเท็จจริงการพูดจาและพฤติการณยอมรับตกลงกันระหว่างนั้น  ก่อนนำไปสู่การแจ้งความให้ดำเนินคดีร้อยตำรวจโทจรูญข้อหาลักทรัพย์ดังกล่าว

ต่อปัญหานี้  อันที่จริง  การพิสูจน์ความจริงในชั้นสอบสวนระดับสถานีไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร  ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายไปถึงกองบังคับการ กองบัญชาการ  จนกระทั่งตำรวจแห่งชาติให้เอิกเกริกแต่อย่างใด

นอกจากการบันทึกปากคำร้อยตำรวจเอกจิรยุทธ์ และพันตำรวจโทชูวิทย์  เป็นหลักฐานในฐานะพยานสำคัญที่รู้เห็นการเจรจาบนสถานี  โดยที่ร้อยตำรวจโทจรูญยอมรับว่าลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่หนึ่งดังกล่าวเป็นของครูปรีชาฯ  เนื่องจากนางสาวพัชริดาเขียนตัวเลข 700 เหมือนที่ปรากฏบนซองพลาสติกตามที่ร้อยตำรวจโทจรูญบอกแล้ว

หลักฐานภาพถ่ายลอตเตอรี่ฉบับเลขที่ ๕๓๓๗๒๖  ก็ปรากฏอยู่บนแผงของนางสาวพัชริดาฯ หรือ “เจ๊พัช”  ในวันที่  ๓๐ ต.ค. ๖๐  ที่ทุกคนยอมรับ  ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

ส่วนปัญหาว่า  “เจ๊พัช” ได้ขายลอตเตอรี่ฉบับนี้ให้ “เจ๊บ้าบิ่น” และได้ขายต่อให้ครูปรีชาโดยโทรศัพท์นัดให้ครูมารับไปในวันที่  ๓๑ ต.ค. ๖๐ จริงหรือไม่ ก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วย

หวย30ล้าน

๑.คำให้การ “เจ๊พัช” ต้องชัดเจนว่า จำฉลาดชุดนี้ได้ว่าขายให้เจ๊บ้าบิ่นไปเพราะเหตุใด

รวมทั้ง “เจ๊บ้าบิ่น” จำได้อย่างไรว่าขายลอตเตอรี่เลข 533726 นี้ให้ครูปรีชา  มีที่มาที่ไปอย่างไร

รวมทั้งผู้เห็นเหตุการณ์อีก 7-8 คน หรือมากกว่านั้น  ที่ถือเป็น “ประจักษ์พยาน”  Eyewitness  บอกว่าเห็นครูปรีชาไปตลาดวันที่ ๓๑ ต.ค. ๖๐ ในช่วงเย็น

บันทึกภาพและเสียงคำให้การประกอบไว้  โดยถามให้ตอบปรากฏรายละเอียดชัดเจนว่า  แต่ละคนได้พบเห็นครูอย่างไร?  ช่วงเวลาใด  ขณะทำอะไร?   ได้มีการพูดคุยสนทนากันหรือไม่?  เรื่องอะไร?

นำคำประจักษ์พยานทั้งหมดมาพิจารณาว่า  เรื่องที่พยานสามคนยืนยันการขายลอตเตอรี่ให้เห็นครูปรีชา  รวมทั้งอีกหลายคนเห็นว่ามาตลาดในวันดังกล่าวนั้น  เป็นการให้การสอดคล้องตรงกันเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด?

คำพยานคนใดไม่น่าเชื่อถือเพราะส่วนได้เสียในคดี หรือมีประวัติพฤติการณ์เป็น”แก๊งตกหวย”  “รับจ้างให้การเท็จ” ตามที่หลายคนกล่าวหาตั้งข้อสงสัยจริงหรือไม่?     

๒. ที่สำคัญ  ซองพลาสติกใสที่ใช้ใส่ลอตเตอรี่  ถ้าครูปรีชาเป็นผู้ซื้อและรับไปทำตกหายจริง ย่อมเป็นวัตถุพยานสำคัญที่น่าจะมีหลักฐานลายนิ้วมือหรือ “ดีเอ็นเอ” ปรากฏ  ให้สามารถตรวจสอบเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้อีกทางหนึ่ง   

ซึ่งถ้าประจักษ์พยานทุกปากให้การสอดคล้องตรงกันเรื่องเหตุที่จำการขายลอตเตอรี่เลขดังกล่าวให้ครูปรีชาได้  รวมทั้งมีพยานหลายปากเห็นว่าครูมาตลาด   และตรวจพบดีเอ็นเอของครูบนซองพลาสติคดังกล่าว

                          ก็สามารถสรุปได้ว่า  ครูเป็นผู้ซื้อ หรือได้ถือครอบครองลอตเตอรี่ฉบับนี้ก่อนทำหล่นหายไปอย่างแน่นอน 

ไม่ว่าสัญญาณการใช้โทรศัพท์จะบ่งชี้หรือแตกต่างไปอย่างไรก็ตาม   

เนื่องจาก การถามถึงเวลาและเหตุการณ์ต่างๆ  ให้มนุษย์ย้อนหลังย่อมบอกได้เพียงช่วงกว้างๆ  เช่นระหว่าง ๑๖.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. แตกต่างจากสัญญาณไฟฟ้าที่ปรากฏเป็นวินาที

เช่นกรณีนี้ปรากฎสัญญาณในเขตพื้นที่บริการโรงเรียนเวลา ๑๖.๓๙ น.  ห่างตลาดเพียง ๑.๕ กม. ใช้เวลาขับรถเพียงห้านาทีเท่านั้น

จะสรุปว่าครูไม่ได้ไปตลาดในเย็นวันดังกล่าวก็คงไม่ได้  เพราะเวลาที่นึกและบอกว่าไปตลาดนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาที่สามารถไปถึงได้ตามที่กะประมาณ  และหากโทรศัพท์ไม่มีการโทรศัพท์เข้าออก  ก็ย่อมไม่ปรากฏสัญญาณว่ามาจุดนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไป 

แต่ถ้าตรวจลายมือหรือดีเอ็นเอของครูบนซองพลาสติกที่ใส่ลอตเตอรี่ไม่พบ  เรื่องก็เป็นอันจบกันไป

ครูคงอ้างได้ยากว่า  เป็นผู้ซื้อนำมาถือไว้ก่อนหล่นหายในตลาด  แม้พยานสำคัญสามปากคือ เจ๊พัช  เจ๊บ้าบิ่น และเจ๊เกียว จะยืนยันตรงกันว่าได้ขายสลากเลข 533726 ให้   แต่เมื่อหลักฐานวิทยาศาสตร์คือลายมือหรือดีเอ็นเอบนซองพลาสติกกลับไม่ปรากฎ   จะบอกได้ว่าตนเคยถืออยู่ได้อย่างไร   เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า  มีผู้ใดจงใจทำลายหรือทำให้หายไป!

หวย30ล้าน

                         แต่น่าเสียใจที่ระบบการสอบสวนของตำรวจไทยเต็มไปด้วยปัญหาสารพัด  ตำรวจผู้ใหญ่ผู้รับผิดชอบ  กลับปล่อยให้วัตถุพยานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่มีปัญหาถูกทำลายไปง่ายๆ!

โดยไม่มีใครออกมาชี้แจงหรืออธิบายว่า  หลักฐานสำคัญดังกล่าว  ใครเป็นผู้ทำลายหรือถูกโจรกรรมไปจากสถานีตำรวจได้อย่างไร?    ใครคือผู้รับผิดชอบ?  ทั้งตำรวจผู้เก็บรักษาและผู้บังคับบัญชาระดับต่าง ๆ   

                     ได้มีการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายและวินัยร้ายแรงผู้ใดไปแล้วหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร?

การที่วัตถุพยานสำคัญสูญหายถูกทำลายได้เกิดความเสียหายต่อคดีอย่างร้ายแรงดังกล่าว  ทำให้รัฐไม่สามารถพิสูจน์ความจริงด้วยพยานบุคคลประกอบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถสรุปผลให้ประชาชนเชื่อถือด้วยความมั่นใจได้

ซ้ำยังมีการสอบสวนให้ผู้เสียหายและพยานซึ่งเป็นพลเมืองดีต้องกลายเป็นผู้ต้องหาไปอย่างน่าอนาถ  แต่ละคนเข็ดขยาดไปตามๆ กันอีกด้วย!

                          คดีง่ายๆ ในประเทศไทย  หลายคดีกลายเป็นเรื่องยาก  ก็เนื่องจากตำรวจสามารถสอบสวนให้หลักฐานสำคัญทั้งพยานบุคคลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สูญหายหรือเปลี่ยนแปลงไปได้

                       เพราะไม่มีทั้งการบันทึกภาพและเสียงการสอบสวนและเหตุการณ์ต่างๆ บนสถานีเป็นหลักฐาน  และการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกระหว่างสอบสวนอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง!